วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555


อินเตอร์เน็ต


       คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมาก ครอบคลุมไปทั่วโลกโดยอาศัย โครงสร้างระบบสื่อสารโทรคมนาคม เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีการประยุกต์ใช้งานหลากหลายรูปแบบ อินเทอร์เน็ตเป็นทั้งเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายของเครือข่าย เพราะอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วยเครือข่ายย่อย เป็นจำนวนมากต่อเชื่อมเข้าด้วยกันภายใต้มาตรฐานเดียวกันจนเป็น เครือข่ายขนาดใหญ่  การเข้าสู่เครือข่ายเป็นไปได้อย่างเสรี เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สากลที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ภายใต้มาตรฐานการสื่อสารเดียวกัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารและสืบค้นสารสนเทศจากเครือข่ายต่างๆ ทั่วโลก 

ความสำคัญของอินเทอร์เน็ตที่มีผลต่อชีวิตประจำวันและการศึกษา


    ปัจจุบันอินเทอร์เน็ต มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนเรา  สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และอื่นๆ ที่น่าสนใจ ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น

   การบริการบนอินเตอร์เน็ตและการเข้าถึงการให้บริการอินเตอร์เน็ต 


1. Telnet หรือ SSH1. Telnet หรือ SSเครื่องมือพื้นฐาน ที่ใช้ติดต่อเครื่องบริการ (Server) เพื่อเข้าควบคุมการทำงานของเครื่อง ปิดเปิดบริการ รับส่งเมล ใช้พัฒนาโปรแกรม เป็นต้น โปรแกรมนี้มีมาพร้อมกับการติดตั้ง TCP/IP ผู้ใช้สามารถเรียกใช้จาก c:\windows\telnet.exe แต่การใช้งานเป็นแบบ Text Mode ที่ผู้ใช้ต้องเรียนรู้คำสั่งให้เข้าใจก่อนใช้งาน
2. อีเมล (e-mail หรือ Electronic Mail) บริการกล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้ใช้สามารถรับ และส่งอีเมลในอินเทอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ด้านการสื่อสารhotmail.comyahoo.comthaimail.comchaiyo.com,lampang.netthaiall.com
     3.WWW (World Wide Web) บริการที่ต้องใช้โปรแกรม Web Browser เช่น FireFox, Netscape, Internet Explorer, Opera หรือNeoplanet เพื่อเปิดดูข้อมูลจากเว็บไซต์ (Website) หรือโฮมเพจ(Homepage) จะได้ข้อมูลในลักษณะเป็นตัวอักษร ภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหว ในลักษณะสื่อผสม

4. Game Online 



ประโยชน์และโทษของอินเตอร์เน็ตเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน 

ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
  1.  ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic mail=E-mail) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail  
  2. การค้นหาข่าวสารทำให้เราเข้าหาข็อมูลได้ง่ายหรือสะดวกมากขึ้น  
  3. สนทนากันผ่านอินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนเรานั่งอยู่ในห้องสนทนาเดียวกัน 
  4. การซื้อขายสินค้าและบริการ
  5. การให้ความบันเทิง(Entertain)  

โทษของอินเทอร์เน็ต
  1. โรคติดอินเทอเน็ต(Webaholic)  
  2. อาชญากรรมคอมพิวเตอร์  
  3.  ถ้าเล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินไปอาจเสียการเรียนได้  
  4. ทำให้เสียสุขภาพ เวลาที่ใช้อินเตอร์เนตเป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว  
  5. ไวรัสคอมพิวเตอร์ 


การสืบค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต
  1. การสืบค้นข้อมูล โดยใช้ 
  2. www.google.com พิมพ์คำที่ต้องการค้นหาเสร็จแล้วให้กด ค้นหาด้วยGoogle
  3. การสืบค้นรูปภาพ เมื่อพิมพ์คำที่ต้องการค้นหาเสร็จแล้วให้กดปุ่ม ค้นหาภาพ
  4. การสืบค้นข้อมูล ในรูปแบบ ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ห้องสมุดที่สามารถใช้บริการผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งจะแตกต่างจากห้องสมุดแบบธรรมดาทั่วไป
  5. การสืบค้นข้อมูล ในรูปแบบ Index Directory วิธีการค้นหาข้อมูลแบบ Index ข้อมูลจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าการค้นหาข้อมูลด้วยวิธี Search Engineคลิกเลือกข้อมูลที่ต้องการจะดูได้เลยใน Web Browser 
  6. การสืบค้นข้อมูลแผนที่ออนไลน์ ในรูปแบบ Google Maps Google Maps คือ บริการแผนที่ออนไลน์จาก Google แผนที่ออนไลน์นี้สามารถใช้งานได้หลายอย่าง เช่น หาตำแหน่งพิกัด ตรวจสอบสภาพการจราจร ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายจากอากาศยานที่มีความละเอียดของภาพสูง บริการค้านหาสถานที่ห้างร้านต่างๆ บริการค้นหาเส้นทางจากสถานที่ต้านทางไปยังสถานที่ปลายทาง บริการภาพถ่ายจากถนนในเมืองสำคัญๆ ที่ทำให้ผู้ใช้เห็นสภาพแวดล้อมและอาคารบ้านเรือนริมสองฝั่งถนน 


 






วิธีการสืบค้นข้อมูลบนเว็บไซต์
    



การสืบค้นข้อมูลด้วย Search Engine 
          เสิร์ชเอนจิน (search engine) หรือ โปรแกรมค้นหาและคือ โปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต โดยครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าว และอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผู้ให้บริการแต่ละราย เสิร์ชเอนจินส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลจากคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป จากนั้นก็จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใช้น่าจะต้องการขึ้นมา ในปัจจุบัน เสิร์ชเอนจินบางตัว เช่น กูเกิลจะบันทึกประวัติการค้นหาและการเลือกผลลัพธ์ของผู้ใช้ไว้ด้วย และจะนำประวัติที่บันทึกไว้นั้น มาช่วยกรองผลลัพธ์ในการค้นหาครั้งต่อ ๆ ไป

ตัวอย่าง Web Search Engine
          1. 
http://www.google.co.th/
          2. http://www.youtube.com/
          3. http://dict.longdo.com
 
การสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine


          ขั้นตอนการสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine
               1. ทำการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/
               2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “เว็บ”
               3. พิมพ์ keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
               4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา”
               5. ระบบจะทำการค้นหาเว็บไซต์ที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงออกมาในรูปแบบของลิ้งค์พร้อมคำอธิบายประกอบ
 












การสืบค้นรูปภาพด้วย Search Engine
          ขั้นตอนการสืบค้นรูปภาพด้วย Search Engine
               1. ทำการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ 
http://www.google.co.th/
               2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “รูปภาพ”
               3. พิมพ์ keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
               4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา”
               5. ระบบจะทำการค้นหารูปภาพที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงรูปภาพที่ค้นหาพบ
 















WebOPAC









WebOPAC ย่อมาจาก Web Online Public Access Catalog หมายถึง การสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศด้วยระบบออนไลน์ ซึ่งผู้ใช้สามารถสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศที่ให้บริการภายในสำนักวิทยบริการ โดยสืบค้นผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการ ได้แก่ หนังสือ วารสาร จุลสาร รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ รวมทั้งสื่อโสตทัศนวัสดุ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
          เริ่มต้นการสืบค้น  เข้าไปที่เว็บไซต์สำนักวิทยบริการที่ http://www.library.msu.ac.th  หัวข้อสืบค้นสารสนเทศคลิกWebOPAC หรือพิมพ์คำค้นในช่องว่างซึ่งอยู่ด้านบนของเว็บไซต์ เลือกขอบเขต กดปุ่มสืบค้น ดังรูป

1.  การสืบค้นหนังสือ
          เพื่อให้ได้ทรัพยากรสารสนเทศสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือทั่วไป วิทยานิพนธ์ งานวิจัย นวนิยาย และ เรื่องสั้น ที่ให้บริการภายในสำนักวิทยบริการนั้น จะเิริ่มต้นอย่างไรดี  การค้นหาหนังสือให้ได้ดังใจและรวดเร็วมีขั้นตอนนี้ดังนี้

          1) สืบค้นจาก WebOPAC โดยเลือกใช้ขอบเขตหรือทางเลือกในการสืบค้นซึ่งมี  6  ทางเลือกได้แก่
              - 
ผู้แต่ง  หมายถึง ผู้แต่ง ผู้แต่งร่วม บรรณาธิการ ผู้แปลชื่อนิติบุคคล และชื่อรายงานการประชุมสัมมนา สำหรับผู้แต่งที่เป็นชาวต่างประเทศ ให้พิมพ์ชื่อสกุล ตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค ( , ) ชื่อต้น และชื่อกลาง
              - ชื่อเรื่อง หมายถึง ชื่อเรื่องของทรัพยากรสารสนเทศ
              - หัวเรื่อง หมายถึง คำหรือวลีที่กำหนดขึ้นเพื่อบ่งบอกถึงเนื้อหาสาระสำคัญของหนังสือ เอกสาร หรือบทความ ตลอดจนทรัพยากรสารสนเทศอื่นๆ ทุกชนิด
              - คำสำคัญ หมายถึง คำ หรือ วลี ที่ปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของชื่อเรื่อง/ชื่อชุด/สารบัญ/บทคัดย่อ ฯลฯ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ไม่ทราบทั้งชื่อเรื่อง ผู้แต่ง และหัวเรื่อง
              - เลขเรียกหนังสือ หมายถึง สัญลักษณ์ที่กำหนดให้กับทรัพยากรสารสนเทศประกอบด้วยเลขหมู่ พยัญชนะตัวแรกของชื่อผู้แต่ง เลขประจำตัวผู้แต่ง และพยัญชนะตัวแรกของชื่อเรื่อง เพื่อบอกตำแหน่งที่อยู่ของวัสดุนั้นๆ ในห้องสมุด
              - ผู้แต่ง/ชื่อเรื่อง สามารถสืบค้นได้โดยพิมพ์ชื่อผู้แต่ง และชื่อเรื่องของทรัพยากรสารสนเทศ ซึ่งผู้ใช้ต้องทราบชื่อผู้แต่ง หรือหากทราบชื่อเรื่องของทรัพยากรสารสนเทศนั้นๆ จะทำให้สามารถจำกัดผลการสืบค้นได้
 
          2) พิมพ์คำที่ต้องการสืบค้นสารสนเทศในช่องว่าง คลิกทางเลือกการสืบค้น ได้แก่ ผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ เลขเรียกหนังสือ หรือ ผู้แต่ง/ชื่อเรื่อง  จากรูปตัวอย่างเป็นวิธีการสืบค้นหนังสือโดยเลือกใช้ขอบเขตการสืบค้นจากชื่อผู้แต่ง  คลิกที่ปุ่มสืบค้น
              * ถ้าเริ่มต้นสืบค้นโดยที่ไม่ทราบชื่อผู้แต่งหรือชื่อเรื่อง ให้เลือกสืบค้นจากขอบเขต "คำสำคัญ"
          3) หน้าจอแสดงผลการสืบค้น โดยแสดง ชื่อเรื่อง สถานที่จัดเก็บ เลขเรียก และสถานภาพ  ให้ตรวจสอบดูสถานที่จัดเก็บหนังสือที่ต้องการนั้นว่าจัดเก็บอยู่ที่ใด มีสถานภาพอยู่บนชั้น ถูกยืมออกไปแล้ว หรือห้ามยืมออก  ผู้ใช้สามารถดูประเภทของทรัพยากรและสถานที่จัดเก็บ จากนั้นให้จดเลขเรียกแล้วหยิบหนังสือบนชั้น แล้วนำไปยืมที่เครื่องยืมหนังสืออัตโนมัติ
2.  การสืบค้นบทความ
           จะมีวิธีการสืบค้นเริ่มแรกไม่แตกต่างจากการสืบค้นหนังสือ แต่ผู้สืบค้นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าบทความเรื่องที่ต้องการนั้นอยู่ในวารสารชื่อเรื่องอะไร และจัดเก็บอยู่ที่ใด ซึ่งวารสารจะมีอยู่ 3 สถานภาพ คือ
          - วารสารฉบับปัจจุบัน  หมายถึง  วารสารฉบับล่าสุด ให้บริการที่ชั้นวารสารใหม่สีส้ม ชั้น 3
          - วารสารล่วงเวลา  หมายถึง  วารสารที่นำลงมาจากชั้นวารสารใหม่สีส้ม และถูกนำมาจัดเก็บไว้ให้บริการที่เคาน์เตอร์วารสารล่วงเวลาชั้น 3 และเพื่อรอเย็บเล่ม ผู้ใช้บริการสามารถกรอกแบบฟอร์มขอใช้บริการกับบรรณารักษ์ที่เคาน์เตอร์วารสารล่วงเวลาชั้น 3 และนำวารสารไปถ่ายสำเนาได้ที่ศูนย์ถ่ายเอกสาร สำนักวิทยบริการ ชั้น 3
          - วารสารเย็บเล่ม  หมายถึง  วารสารที่ถูกนำมาเย็บเล่มแล้วจัดไว้ให้บริการที่ชั้นวารสารสีน้ำเงิน ผู้ใช้บริการสามารถหยิบตัวเล่มด้วยตนเองและนำไปถ่ายสำเนาเอกสารได้
          ขั้นตอนการสืบค้นมีดังนี้
          1) สืบค้นจาก Web OPAC โดยใช้ชื่อผู้แต่ง หรือชื่อเรื่อง หรือหัวเรื่อง หรือคำสำคัญ เพื่อตรวจสอบว่ามีบทความที่ต้องการหรือไม่ จากรูปตัวอย่างเป็นการสืบค้นหาบทความโดยใช้ขอบเขตการสืบค้นจากชื่อเรื่อง เมื่อได้ผลลัพธ์การสืบค้นให้เลื่อกรายการที่ต้องการแล้วคลิกเข้าไปดูแหล่งข้อมูลหรือชื่อวารสารของบทความเรื่องนั้น  ในกรณีที่มีผลลัพธ์เยอะและต้องการคัดเลือกเอาเฉพาะบทความ ให้คลิกที่ปุ่มเมนู Limit/Sort Search
          * Limit/Sort Search หรือการจำกัดผลลัพธ์ ใช้เพื่อคัดกรองทรัพยากรสารสนเทศที่ต้องการได้ทุกประเภท
          2) จากนั้นให้เลือกประเภทวัสดุ เป็น "ดรรชนีวารสาร" เพื่อกรองผลลัพธ์ให้ได้เฉพาะบทความวารสารเท่านั้น แล้วคลิกปุ่ม Submit เพื่อยืนยัน
          3)  ให้เลือกบทความเรื่องที่สนใจ จากนั้นคลิกที่ "ดูรายละเอียดวารสาร" หน้าจอจะแสดงเลขเรียก สถานที่จัดเก็บ และวารสารฉบับที่มีให้บริการ ให้ผู้ใช้บริการคลิกที่ "Latest Received" เพื่อตรวจสอบว่าวารสารที่ต้องการนั้นถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด
          4) ให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบว่าบทความที่ต้องการอยู่ในวารสารฉบับที่เท่าใด ถ้าเป็นฉบับที่มีข้อความว่า "ฉบับปัจจุบัน" ให้หยิบตัวเล่มได้ที่ชั้นวารสารใหม่สีส้ม ถ้ามีข้อความว่า "Arrived/ได้รับแล้ว" แสดงว่าเป็นวารสารล่วงเวลารอเย็บเล่ม ให้ติดต่อที่เคาน์เตอร์วารสารเพื่อยืมไปถ่ายสำเนาเอกสาร ถ้ามีข้อความว่า "Bound/เย็บเล่ม" ให้หยิบวารสารได้ที่ชั้นวารสารสีน้ำเงิน  
ตัวอย่างของวารสารที่มีข้อความ "Bound/เย็บเล่ม"
3.  การสืบค้นสื่อโสตทัศน์
     เมื่อต้องการค้นหาสารสนเทศประเภท VCD DVD เทป วีดิโอ หรือชุดสื่อการสอนอื่นๆ สามารถสืบค้นได้จาก WebOPAC  ใช้วิธีการและขั้นตอนเหมือนกับการสืบค้นหาหนังสือ แต่สถานที่จัดเก็บสื่อโสตทัศน์จะอยู่ที่ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ชั้น 4 ดูประเภทของทรัพยากรและสถานที่จัดเก็บ 
     จากรูปตัวอย่างค้นหาเรื่อง Photoshop ให้คลิกเลือกรายการผลลัพธ์ที่ต้องการเพื่อตรวจสอบสถานภาพ จดเลขเรียก แล้วส่งให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการยืมออก
 

การสืบค้นแผนที่ด้วย Search Engine

          ขั้นตอนการสืบค้นแผนที่ด้วย Search Engine
               1. ทำการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ 
http://www.google.co.th/
               2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “แผนที่”
               3. พิมพ์ keyword (ข้อความ) สถานที่ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
               4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา Maps”
               5. ระบบจะทำการค้นหาสถานที่ที่ต้องการ แล้วแสดงออกมาในรูปแบบของแผนที่ รวมไปถึงลิ้งค์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ อีกด้วย
 
การสืบค้นคำศัพท์ด้วย Search Engine 

 ขั้นตอนการสืบค้นวีดิโอด้วย Search Engine
               1. ทำการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ 
http://www.youtube.com/
               2. พิมพ์ keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
               3. กดที่ปุ่ม “search”
               4. ระบบจะทำการค้นหาวีดิโอที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงวีดิโอที่ค้นหาพบ
 
30 วิธีเพื่อความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ต 



ปัจจุบันการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์อย่างมาก จึงทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างแพร่หลาย บุคคลที่ใช้อินเทอร์เน็ตจึงมีหลายจุดประสงค์ ทั้งใช้งานในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และการใช้งานที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลอื่น ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ทำการแปลและเรียบเรียงวิธีการใช้งาน อินเทอร์เน็ตเบื้องต้น สำหรับผู้ที่เริ่มใช้งาน เพื่อจะได้ปลอดภัย จากภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ต


1. เมื่อเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ควรปรึกษาผู้ใหญ่เกี่ยวกับแนวทางในการใช้ในการใช้อินเทอร์เน็ตต่อวัน และเมื่อผู้ใช้มีความรู้ และคุ้นเคยในการใช้งานจริงบ้างแล้ว จึงค่อยปรับเปลี่ยนแนวทางในใช้เวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตให้เหมาะสมต่อไป และควรเขียนแนวทางในการใช้อินเทอร์เน็ตติดไว้ใกล้กับคอมพิวเตอร์ เพื่อความสะดวกในการจัดระบบการใช้อินเทอร์เน็ต
2. อย่าให้รหัสลับแก่ผู้อื่น
3. ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ ทุกครั้งที่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
4. ตรวจทานว่าได้พิมพ์ชื่อเว็บไซด์ถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงกด Enter เพื่อจะได้เข้าเว็บไซด์ที่ต้องการได้ถูกต้อง
5. ปรึกษาผู้ใหญ่ ก่อนเข้าใช้ห้องสนทนาบนอิน เทอร์เน็ต เพราะว่าห้องสนทนาแต่ละห้องมีการสนทนาที่แตกต่างกัน บางห้องอาจไม่เหมาะสม
6. ถ้าพบเห็นข้อความ หรือสิ่งใด ที่ไม่เหมาะสม หรือ คิดว่าไม่ดีต่อการใช้อินเทอร์เน็ต ควรออกจากเว็บไซด์นั้น และแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบทันที
7. อย่าส่งรูปภาพของตนเอง หรือรูปภาพของผู้อื่น ให้คนอื่นทางอีเมลล์ ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่เสียก่อน
8. ถ้าได้รับอีเมลล์ที่มีข้อความไม่เหมาะสมหรือทำให้ไม่สบายใจ ไม่ควรโต้ตอบ และควรบอกให้ผู้ใหญ่ทราบก่อนทันที
9. บนอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างที่คุณเห็นไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป
10. อย่าบอกอายุจริงของคุณกับคนอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน
11. อย่าบอกชื่อจริง และนามสกุลจริงกับบุคคลอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษา และขออนุญาตผู้ใหญ่ก่อน
12. อย่าบอกที่อยู่ ของคุณกับบุคคลอื่น
13. ปรึกษาผู้ใหญ่ก่อนทุกครั้งที่จะทำการลงทะเบียนใด ๆ บนอินเทอร์เน็ต
14. อย่าให้หมายเลขของบัตรเครดิตการ์ดของคุณกับบุคคลอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน
15. ขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ต ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา คุณสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการได้
16. อย่าเปิดเอกสารหรืออีเมลล์หรือไฟล์ จากบุคคลอื่นที่ไม่รู้จัก เพราะอาจมีไวรัส หรือข้อมูลไม่เหมาะสม มากับเอกสารหรืออีเมลล์นั้น
17. ควรวางเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ในสถานที่ที่สะดวกในการดูแลเอาใจใส่ เช่น ห้องนั่งเล่น หรือ ห้องส่วนรวม
18. อย่าตัดสินใจที่จะไปพบบุคคลอื่นซึ่งรู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ และถ้ามีการนัดพบกันไม่ควรไปเพียงลำพัง ควรมีผู้ใหญ่หรือคนที่รู้จักหรือเพื่อนไปด้วย และควรนัดพบกันในที่สาธารณะ
19. บนอินเทอร์เน็ตข้อมูลต่าง ๆ ที่เราพิมพ์ลงไป บุคคลอื่นที่เราไม่รู้จักสามารถล่วงรู้ได้ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง
20. อย่าบอกเบอร์โทรศัพท์ของคุณกับบุคคลอื่น ในอินเทอร์เน็ต
21. พูดคุยกับผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ เกี่ยวกับสถานที่ กิจกรรม และสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็น บนอินเทอร์เน็ตที่ได้พบเห็น ระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต
22. ใช้ชื่อที่ต่างจากชื่อจริง และชื่อเล่นของตัวเองเพื่อใช้แทนตัวเอง ในขณะใช้อินเทอร์เน็ต
23. ควรปรึกษาผู้ใหญ่ ถ้าต้องการที่จะให้อีเมลล์แอดเดรสกับบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
24. ถ้ามีบุคคลอื่นที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ไม่ควรให้ข้อมูล และควรหยุดการสนทนานั้น
25. อย่าบอกชื่อ ที่อยู่ของโรงเรียนของคุณ กับบุคคลอื่นบนอินเทอร์เน็ต
26. ขณะใช้อินเทอร์เน็ตไม่ควรเชื่อคำพูดหรือข้อมูลของบุคคลอื่น เพราะการปลอมตัวทำได้ง่าย และอาจไม่เป็นความจริง
27. อย่าทำสิ่งผิดกฎหมายบนอินเตอร์เน็ต เช่น ถ้าไม่เคยใช้บัตรเครดิต ก็ไม่ควรกรอกข้อมูลในการซื้อของ โดยใช้บัตรเครดิต บนอินเทอร์เน็ต
28. เมื่อมีใครบางคนให้เงินหรือของขวัญ ฟรี ๆ กับคุณ ควรบอกปฏิเสธ และบอกให้ผู้ใหญ่ทราบทันที
29. อย่าใช้คำไม่สุภาพ ขณะใช้อินเทอร์เน็ต
30. คุณสามารถออกจากอินเทอร์ได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ต


การใช้อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน

                การใช้ Internet ในชีวิตประจำวันในด้านการศึกษา เพื่อค้นคว้าหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ  ซึ่งอินเตอร์เน็ตจะทำหน้าที่เหมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ ส่งข้อมูลที่เราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทำงานของเราไม่กี่วินาทีจากแหล่งข้อมูลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความบันเทิง และการ พักผ่อนหย่อนใจ หรือสนทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่เรียกว่า magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์และข่าวสารอื่นๆที่เราสามารถดูผ่านทางเว็ปไซน์ต่างๆได้ โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับหนังสือปกติที่เราดูอยู่กันทุกวัน
ประโยชน์ของการใช้อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน ใช้ค้นหาข้อมูลข่าวสารที่อยากรู้รวมทั้งเหตุบ้านการเมืองต่างๆโดยค้นหาจากหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่างๆที่ออนไลน์อยู่บนเว็บ ใช้ในการทำธุรกิจค้าขายผ่านทางอินเตอร์เน็ท หรือที่เรียกกันว่า e-commerce ทั้งในด้านการซื้อ การขาย การตลาด การโฆษณา เพื่อเป็นการลดต้นทุน   ใช้คุยกับเพื่อนผ่านทางmsn,chat หรือส่ง e-mailหากัน และผ่านบริการอื่นๆอีกมากมาย  ใช้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันผ่านblog   ใช้ในความบันเทิงต่างๆ เช่นฟังเพลง เล่นเกมส์ ดูทีวีออนไลน์ อ่านนิตยสาร ใช้หาข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาการเรียนออนไลน์ หรือe-learning รวมทั้งลงทะเบียนเรียนด้วย ใช้ค้นหาและดาวน์โหลดโปรแกรมซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อปรับปรุงคอมพิวเตอร์ของเราให้ทันสมัยขึ้น   ใช้หางานและสมัครงานผ่านอินเตอร์เน็ต   ใช้ส่งงานและเขียนจดหมาย หรือe-mail   ใช้ในงานธุระกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม คือ บริการจองห้องพักผ่านทางอินเตอร์เน็ต ธุระกิจสายการบินคือการจองตั๋วเครื่องบิน
ผลกระทบของการใช้อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน อาจทำให้มีปัญหาสายตา เพราะการจ้องมองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ   การใช้ในทางที่ไม่ถูกก็เกิดผลเสียแก่ตัวของผู้ใช้เอง เช่นการขโมยข้อมูล การเกิดการล่อลวงหรือสื่อข้อมูลไปทางลามก อนาจาร และการติดเกมส์ของเด็กๆในสมัยนี้
                ดังนั้นการการใช้อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวันของคนเรามีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ซึ่งขึ้นอยู่กับบุคคลว่าจะใช้อินเตอร์เน็ตไปในทางใด  ถ้าหากใช้ในทางที่ดีก็จะเกิดผลดีแก่ตัวเองและไม่สร้างความเดือนร้อนให้กับผู้อื่น



อินเตอร์เน็ตและการใช้งานในชีวิตประจำวัน




ภูมิหลังอินเตอร์เน็ต
        การสื่อสารทางเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว                     เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งกำลังเข้าครอบคลุมพื้นที่บนโลกกลม ๆ ใบนี้ทุกขณะ คำว่าอินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการต่าง ๆ อย่างตั้งตัวกันแทบไม่ทัน หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าอินเทอร์เน็ตที่ว่านี้คืออะไร และเป็นอย่างไร อินเทอร์เน็ต!!
        อินเทอร์เน็ตเป็นระบบเครือข่าวคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ อินเทอร์เน็ตใช่เป็นเพียงชิ้นส่วนของซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์เท่านั้น แต่หมายถึงระบบคอมพิวเตอร์สายเคเบิลและผู้คนอีกมากมายสำหรับนักเทคนิคแล้วอินเตอร์เน็ตคือเน็ตเวอร์ก ของคอมพิวเตอร์เน็ตเวอร์กที่สื่อสารไปยังเน็ตเวอร์กกลุ่มอื่น ๆ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Transmission Control Protocal/Internet Protocal หรือที่รู้จักกันว่า TCP/IP
          TCP/IP คือกฎข้อบังคับที่ใช้กำหนดวิธีในการส่งข้อมูลข่าวสารผ่านระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรโตคอลการสื่อสารจะช่วยให้ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด ใช้ระบบปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไปสามารถสื่อสารเข้าด้วยกันได้ นั่นเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะอินเทอร์เน็ตไม่ได้สร้างขึ้นจากระบบคอมพิวเตอร์เพียงชนิดเดียว TCP/IP จะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกหลายร้อยรูปแบบสามารถสื่อสารร่วมกันบนอินเตอร์เน็ตได้
         สำหรับผู้คนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้วเครือข่ายนี้ไม่ได้เป็นเพียงเน็ตตเวอร์กโปรโตคอลหรือระบบปฎิบัติการเท่านั้นมันหมายถึงชุมชนหรือกลุ่มสังคมที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่าไซเปอร์สเปซมากขึ้น (Cyberspace เป็นคำที่นักเขียนชื่อ William Gibson ใช้ในนวนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิคเรื่อง Neuromancer ของเขา) มันหมายถึงพื้นที่อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้คนและซอฟแวร์โปรแกรมต่าง ๆ ทำงานเป็นที่ซึ่งใช้เรียนรู้และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข (บางครั้งก็ไม่)
     อินเทอร์เน็ตมาจากไหน
          เรื่องราวความเป็นมาของอินเทอร์เน็ตมักจะมีในหนังสือตำราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกเพราะผู้ที่จะรู้จักกับอินเทอร์เน็ตก็ควรทราบถึงการความเป็นมาของมันด้วย เช่นเดียวกันที่ผู้เขียนจะนำมาเล่าให้คุณทราบอย่างคร่าว ๆ ตามเนื้อที่ซึ่งค่อนข้างจำกัดนี้
          อินเทอร์เน็ตได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1969 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โครงการที่ชื่อ ARPA (Advanced Research Projects Agency) ได้จัดตั้งระบบเน็ตเวอร์กซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตขึ้น ในเวลานั้นเน็ตเวอร์กนี้มีชื่อเรียกว่า ARP Anet และได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูลทางการทหาร, ใช้ในการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาและใช้ในมหาวิทยาลัย ปัญหาหลักของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในขณะนั้นคือเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกตัวที่อยู่ในระบบเน็ตเวอร์ก ต้องทำงานของระบบร่วมกันทั้งหมด หากตัวใดตัวหนึ่งหยุดทำงานลงไปตัวอื่น ๆ ก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ยกตัวอย่างเช่นมีคอมพิวเตอร์เชื่อมอยู่ในสายสัญญาณ 3 ตัว หากตัวกลางเกิดเสียกลางคันอีก 2 เครื่องหัวท้ายก็ต้องหยุดเช่นกัน ลองคิดดูว่ารัฐบาลของสหรัฐจะทำอย่างไรหากระบบเน็ตเวอร์หยุดทำงานขณะที่อยู่ในช่วงสงครามเย็นขณะนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้าย ระบบเน็ตเวอร์กขณะนั้นจึงยังถือว่าใช้งานจริงไม่ได้
          ARP Anet จึงกลายเป็นเน็ตเวอร์กที่มีลักษณะเฉพาะตัวกลุ่มแรก เหตุผลแรกก็เพราะ ARP Anet มีลักษณะของการกระจายอำนาจในการทำงานไม่มีคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเพียงตัวเดียวที่คอยสั่งการ หากคอมพิวเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งในระบบหยุดทำงานลงไปเพื่อการใดก็เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เครื่องอื่น ๆ จะต้องคงความสามารถในการติดต่อสื่อสารต่อไป คงจะพอเดาออกว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่ออเมริกาอย่างไร ARP Anet จึงจำเป็นต้องเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัวเข้าด้วยกันและคอยสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ อย่างอัตโนมัติแม้ว่าคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งตัวใดจะหยุดทำงานลงไปก็ตาม
          ARP Anet ได้เริ่มเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานที่ 4 แห่งด้วยกันได้แก่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด, UCLA, UC Santa Barbara และมหาวิทยาลัยยูทาร์ต่อมาในปี 70 ARP Anetจึงถูกเริ่มนำมาใช้ในวงกว้างขึ้นไม่เฉพาะแต่เพียงในการทหารของสหรัฐอีกต่อไป เมื่อมหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหมได้ทำการวิจัยและยินยอมที่จะเชื่อมระบบเน็ตเวอร์เข้าด้วยกัน หลังจากปี 70 ARP Anet จึงได้กำหนดมาตรฐานโปรโตคอลการสื่อสารขึ้นให้เป็นแบบอย่างเดียวกันทั้งหมดและทำให้การเติบโตของระบบเน็ตเวอร์กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงปี 1983 คอมพิวเตอร์ทุกตัวภายใน ARP Anet ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด นั่นก็คือมาตรฐาน TCP/IP ที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง
          ในปี 1983 การทำงานบนระบบเน็ตเวอร์กจึงเด่นชัดว่าไม่ได้ถูกใช้ในจุดประสงค์ทางการทหารอีกต่อไป และได้แยกออกเป็น 2 เน็ตเวอร์กด้วยกันคือส่วนหนึ่งกลายเป็น MILNET เน็ตเวอร์กที่ใช้ในกระทรวงกลาโหมของสหรัฐสำหรับดำเนินงานทางการทหารแต่เพียงอย่างเดียว อีกส่วนหนึ่งก็คือ ARP Anet ซึ่งถูกใช้ในงานวิจัยและขยายตัวออกไปอีกอย่างรวดเร็ว
          ในปี 1987 หน่วยงาน National Science Foundtion ได้สร้างเน็ตเวอร์ก ของตนเองขึ้นในชื่อว่า NSFnet มีโครงสร้างและจุดประสงค์ที่คล้ายคลึงกันจึงเริ่มทำงานร่วมกันและรวมตัวเข้าด้วยกันในที่สุด ปัจจุบัน NSFnet ยังคงเป็นเครือข่ายหลักของการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตในประเทศสหรัฐอเมริกา
           กลางปี 80 หน่วยงาน National Sciencd Foundation ได้เริ่มเตรียมกองทุนในการจัดตั้งเน็ตเวอร์กสำหรับวิจัยและศึกษาค้นคว้าทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา และเริ่มเชื่อมโยงการสื่อสารเข้ากับ NSFnet ขณะนั้นเองเรื่องประเภทเดียวกันก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง การศึกษา, หน่วยงานในภาครัฐและผู้ที่สนใจทั่วไปเริ่มเชื่อมระบบคอมพิวเตอร์ของตนเข้าสู่เน็ตเวอร์กและเชื่อมเน็ตเวอร์กเหล่านั้นเข้าสู่เน็ตเวอร์กอื่น ๆ
          จุดประสงค์หลักของ NSFnet ก็เพื่อรองรับการศึกษาและการค้นคว้าวิจัยไม่ใช่เพื่อมีไว้เพื่อการทำงานในเชิงพาณิชย์เพื่อหารายได้จากการใด ๆ ในเน็ตเวอร์กอย่างไรก็ตามข้อกำหนดในเรื่องที่ควรปฎิบัติและไม่ควรปฎิบัติยังปรากฎไม่ชัดเจนนัก ดังนั้น NSFnet จึงได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนสำหรับจุดประสงค์ในการใช้งานขึ้น ห้ามใช้ระบบเน็ตเวอร์กในการทำงานค้าแม้กระทั่งใช้สื่อสารข้อมูล (ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ) ระหว่างระบบเน็ตเวอร์กใด ๆ ภายใต้ NSFnet
          ในปี 1991 กลุ่มของระบบเน็ตเวอร์กที่ทำงานกันในเชิงพาณิชย์ก็ได้จัดตั้งเน็ตเวอร์ก Commercial Internet Exchange (CIX) ของตนเองขึ้นและเกิดการใช้งานระบบเน็ตเวอร์กในด้านสกปรกขึ้นหลาย ๆ อย่าง ปัจจุบันผู้ใช้ที่ทำธุรกิจสามารถเชื่อมโยงการสื่อสารไปยังบุคคลอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมายผ่านทาง CIX มากกว่าที่จะใช้ NSFnet ซึ่งหมายความว่าความร่วมมือทางธุรกิจ, การสนับสนุนทางด้านเทคนิคในเรื่องของอีเมล์, การชำระค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าใช้ระบบฐานข้อมูล รูปแบบเหล่านี้ของเน็ตเวอร์ก CIX เป็นการส่งเสริมการเติบโตของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น
          อินเทอร์เน็ตเป็นการรวมตัวกันของ NSFnet, ARP Anet, CIX และระบบเน็ตเวอร์กอื่น ๆอีกมากมายทั่วโลกซึ่งกำลังขยายตัวออกไปอีกอย่างไม่หยุดนิ่งพร้อม ๆ กับการเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบที่พวกเขาต้องการไม่ว่าระบบนั้นจะใช้ทำอะไรก็ตามที